สาขาเพาเวอร์บายกิจกรรม
เข้าสู่ Power Buy
จำรหัสผ่านไม่ได้?
หรือ
สมัครสมาชิก
EN|TH
Power Buy
"สมาร์ท ทีวี" เป็นทีวียุคใหม่ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่าในอดีต คือนอกจากจะใช้รับชมละคร, ข่าวสาร และรายการบันเทิงต่างๆ ที่ส่งออกอากาศมาจากสถานีดิจิตัลทีวีช่องต่างๆ แล้ว ทีวีสมัยใหม่นี้ยังสามารถรองรับภาพและเสียงที่สตรีมจากอินเตอร์เน็ตได้ด้วย อาทิ สัญญาณภาพและเสียงจากแอพลิเคชั่นต่าง อย่างเช่น YouTube และ NetFlix
ในขณะที่การส่งสัญญาณของทีวีในยุค "ดิจิตัลทีวี" ได้รับการอัพเกรดทั้งในส่วนของภาพและเสียงให้มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างมาก ความคมชัดดีขึ้นมากทั้งภาพและเสียง แต่เนื่องจาก เทคโนโลยีของทีวีในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ "ความบาง" ของจอมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่ามีผลดีต่อการติดตั้ง แต่ส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง เนื่องจากจอทีวีที่แบนบางมากๆ ทำให้ลำโพงที่ติดมากับตัวทีวีซึ่งมีขนาดที่เล็กอยู่แล้ว จึงต้องมีความบางตามไปด้วย นั่นทำให้ลำโพงที่มากับตัวทีวีไม่สามารถถ่ายทอดคุณภาพเสียงออกมาได้ดีเท่ากับที่ถูกส่งมาจากสถานีโทรทัศน์ ลำโพงที่ติดมากับทีวีจึงเป็น "จุดอ่อน" สำหรับทีวีจอบางยุคใหม่ๆทั้งหมด

มาเพิ่มอรรถรสในการรับชมทีวีด้วยการอัพเกรดระบบเสียงของทีวีกันเถอะ!

ถ้าคุณมีโอกาสได้รับชมละคร หรือรายการประกวดร้องเพลงผ่านชุดลำโพงที่ออกแบบมาใช้กับทีวี คุณจะรู้สึกได้ถึงอารมณ์ร่วมที่ดีกว่าการรับชม/รับฟังผ่านลำโพงของทีวีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูหนัง ไม่ว่าจะดูจากเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ หรือสตรีมมาจากแอพฯ Netflix ผ่านอินเตอร์เน็ต คุณจะยิ่งรับรู้ได้ถึงความกระหึ่มและเปิดกว้างของสนามเสียงที่ดีกว่าฟังจากลำโพงของทีวีอย่างมาก สิ่งที่ได้ยินออกมามันแตกต่างกันมากชนิดที่พูดได้ว่า "ฟ้ากับเหว" เลยทีเดียว! ชุดเครื่องเสียงที่ออกแบบมาให้ใช้อัพเกรดสำหรับทีวีมีอยู่ 2 ประเภท คือ

(1) ชุดลำโพง Sound Bars

(2) ชุดลำโพง Home Theater in a Box

ส่วนแนวคิดในการอัพเกรดว่าควรเลือกชุดลำโพงแบบไหนมาใช้ ให้พิจารณาจาก "ขนาดจอทีวี" ที่คุณใช้อยู่ ซึ่งแบ่งคร่าวๆ ได้ 3 ขนาด คือ

1 : ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 40”)

2 : ขนาดกลาง (ระหว่าง 40” – 55”)

3 : ขนาดใหญ่ (ตั้งแต่ 55” ขึ้นไป)

ห้องนอน หรือห้องรับแขกขนาดเล็ก (พื้นที่ไม่เกิน 15 ตารางเมตร)

บ้านพักอาศัยของคนในเมืองยุคนี้มีขนาดพื้นที่เล็กลงเรื่อยๆ สอดคล้องไปกับไลน์สไตน์ของคนยุคใหม่ที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งที่พักอาศัยส่วนใหญ่ก็จะเป็นคอนโดมีเนียม หรือห้องพักที่มีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างจำกัด ขนาดของทีวีที่ใช้จึงไม่จำเป็นต้องมีขนาดที่ใหญ่มาก โดยมากมักจะเลือกใช้ทีวีที่มีขนาดจอไม่เกิน 40 นิ้ว หรือในกรณีของคนที่มีบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ที่ต้องการทีวีไปติดตั้งไว้ในห้องนอนก็มักจะเลือกทีวีที่มีขนาดจอไม่เกิน 40 นิ้วเช่นกัน

แนะนำ ระบบเสียง

ชุดลำโพงที่เหมาะสมในการอัพเกรดประสิทธิภาพเสียงของทีวีมีอยู่ 2 ประเภทคือ

- ชุดลำโพง Single Sound bars หรือ

- ชุดลำโพง Sound Bars + Subwoofer

ห้องรับแขกขนาดกลาง (พื้นที่ไม่เกิน 20-30 ตารางเมตร)

คนที่อาศัยอยู่ในตึกแถว หรืออาคารชุดขนาดเล็ก ที่มีพื้นที่ใช้สอยอยู่ระหว่าง 40-60 ตารางเมตร (5x8– 5x12 ตร.ม.) มักจะมีพื้นที่ใช้สอยที่ถูกจัดไว้เป็นห้องรับแขกอยู่ระหว่าง 20 ตร.ม. (5x4 ตร.ม.) ถึง 30ตร.ม. (5x6 ตร.ม.) แม้ว่าตึกแถวส่วนใหญ่จะเป็น 2 หรือ 3 ชั้นก็จริง แต่โดยมากแล้ว ห้องรับแขกมักจะถูกจัดไว้ที่ชั้นล่างสุด ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ปิด มักจะเชื่อมต่ออยู่กับพื้นที่ครัวที่ใช้ทำาอาหาร เหตุผลที่เราไม่นำเอาพื้นที่ครัวมาคำนวนก็เพราะว่า ด้วยลักษณะการจัดพื้นที่ในการใช้งานจริง ตำแหน่งที่นั่งรับชมทีวีมักจะอยู่ใกล้กับตำแหน่งที่ติดตั้งทีวีนั่นเอง ขนาดของทีวีที่เหมาะสมกับการใช้งานบนพื้นที่ห้องรับแขกขนาดกลางแบบนี้จะอยู่ระหว่าง 40 – 55 นิ้ว

แนะนำ ระบบเสียง

ชุดลำโพงที่เหมาะสมในการอัพเกรดประสิทธิภาพเสียงของทีวีมีอยู่ 2 ประเภทคือ

- ชุดลำโพง Sound Bars + Subwoofer หรือ

- ชุดลำโพง Sound Bars + Subwoofer + Surround Back

ห้องรับแขกขนาดใหญ่ (พื้นที่ตั้งแต่ 35 ตารางเมตรขึ้นไป)

โดยปกติแล้ว การเลือกขนาดของจอทีวีจะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่ติดตั้งทีวีตัวนั้น ซึ่งมักจะสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีสมาชิกตั้งแต่ 6 คนขึ้นไปมักจะต้องเป็นบ้านที่มีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เพื่อให้รองรับพอดีกับครอบครัวระดับนี้ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ "ห้องรับแขก" ที่ควรจะต้องมีขนาดที่ใหญ่พอด้วย เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวทั้งหมดสามารถใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างสบายๆ ในกรณีนี้ พื้นที่ของห้องรับแขกที่รองรับได้หมดก็ควรจะมีขนาดตั้งแต่ 35 ตร.ม. (5x7 ตร.ม.) ขึ้นไป ส่วนขนาดจอทีวีที่เหมาะสมก็ต้องใหญ่หน่อยเพื่อให้ครอบคลุมมุมมองของสมาชิกทุกคนในบ้าน นั่นคือควรจะเริ่มต้นที่ 55 นิ้วขึ้นไป

แนะนำ ระบบเสียง

ชุดลำโพงที่เหมาะสมในการอัพเกรดประสิทธิภาพเสียงของทีวีที่ใช้กับห้องรับแขกขนาดใหญ่นี้มีอยู่ 2

ประเภท คือ

- ชุดลำโพง Sound Bars + Subwoofer + Surround Back หรือ

- ชุดลำโพง Home Theater in a Box


ควรเลือกระบบเสียงแบบไหนดี.?

ระบบเสียงมาตรฐานที่ใช้ในโฮมเธียเตอร์มีอยู่ 2 ระบบ คือ "ระบบเสียงสเตริโอ" (Stereo) กับ "ระบบเสียงเซอร์ราวนด์" (Surround) โดยที่ระบบเสียงสเตริโอนั้นมักจะใช้กับการฟังเพลงจากรายการเพลง,ข่าว และละครที่ส่งสัญญาณออกอากาศมาจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ส่วนระบบเสียงเซอร์ราวนด์ เป็นระบบเสียงที่ออกแบบมาให้ใช้ในการรับชมภาพยนตร์และมิวสิควีดีโอหรือคอนเสิร์ตวิดีโอ ระบบเสียงเซอร์ราวนด์มีอยู่ 2 ฟอร์แม็ต คือ Dolby Digital และ DTS ความแตกต่างหลักๆ ของแต่ละระบบจะอยู่ที่ "จำานวนแชนเนล" ที่มีใช้แพร่หลายอยู่ในปัจจุบันคือเริ่มตั้งแต่ 5.1,7.1 และมากกว่า 7.1 แชนเนลขึ้นไป

สำหรับชุดเครื่องเสียงที่ใช้กับโฮมเธียเตอร์แบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ "ระดับเริ่มต้น" กับ "ระดับไฮเอ็นต์"

ระดับเริ่มต้น : เหมาะกับคนที่เซ็ตอัพโฮมเธียเตอร์ไว้ในห้องรับแขกที่มีพื้นที่เปิดโล่ง

- Sound Bar

เป็นระบบลำาโพงที่ออกแบบมาให้ใช้กับโฮม เธียเตอร์และโฮม ออดิโอในตัวเดียวกัน ตัว Sound bars เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแท่งยาวๆ ที่รวบรวมเอาลำโพงคู่หน้ากับลำโพงเซ็นเตอร์เข้ามาไว้ด้วยกัน สามารถรองรับการใช้งานร่วมกับระบบเสียงได้หลากหลาย ตั้งแต่ระบบเสียงโมโน(แชนเนลเดียว), ระบบเสียงสเตริโอ (สองแชนเนลสเตริโอ ซ้าย+ขวา) และ ระบบเสียงเซอร์ราวนด์ทั้งหมด (ทั้ง 5.1 Ch และ 7.1 Ch)ประโยชน์ของ Sound Bars คือความเรียบง่าย ช่วยไม่ให้ต้องติดตั้งลำาโพงจำานวนมากรอบห้องในการรับฟังระบบเสียงเซอร์ราวนด์ ลำาโพง Sound Bars มีรูปแบบให้เลือก 3 รูปแบบหลักๆ ซึ่งแต่ละรูปแบบถูกออกแบบมาเพื่อความต้องการที่แตกต่างกัน

รูปแบบที่ 1 : Single Sound Bars = เป็นลำโพง Sound Bars ที่รวมเสียงของทุกแชนเนลเข้าไว้ในตัวตู้เดียวกัน เหมาะสำาหรับคนที่ต้องการความเรียบง่ายมากที่สุด ซึ่งเสียงของแชนเนลที่เป็นสัญญาณเซอร์ราวนด์ด้านหลังจะถูกผสม (ด้วยวงจรDSP) ให้ดังออกมาจากลำโพงที่ถ่ายทอดสัญญาณเสียงของสามแชนเนลด้านหน้านั่นเอง
รูปแบบที่ 2 : Sound Bars + Subwoofer = เป็นชุดลำโพงที่ประกอบด้วยลำาโพง Sound Bars หนึ่งตัว ทำางานร่วมกับลำาโพงซับวูฟเฟอร์อีกหนึ่งตัวที่ออกแบบมาด้วยกันซึ่งลำาโพงซับวูฟเฟอร์จะช่วยเพิ่มความกระหึ่มของเสียงทุ้มขึ้นมาอีกระดับหนึ่งและช่วยทำาให้สนามเสียงแผ่เต็มพื้นที่มากกว่าแบบ Single Sound Bars อีกด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการเสียงที่มีความกระหึ่มมากขึ้น แต่ยังคงได้ความสะดวกสบายไม่ต่างจากแบบ Single Sound Bars เนื่องจากตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์เชื่อมต่อกับลำโพง Sound Bars  ด้วยระบบไร้สาย จึงสามารถจัดวางลำโพงซับวูฟเฟอร์ให้หลบเข้ามุมห้องได้
รูปแบบที่ 3 : Sound Bars + Subwoofer + Surround Back = เป็นชุดลำโพงที่เหมาะกับคนที่ต้องการเสียงเซอร์ราวนด์ที่มีความสมจริงมากขึ้น ให้ความพิถีพิถันกับการรับชมภาพยนตร์มากเป็นพิเศษ เสียงจากแชนเนลหลังจะมีความชัดเจนมากกว่าให้ความรู้สึกโอบล้อมที่ชัดเจนมากกว่าลำโพง Sound Bars ทั้งสองแบบข้างต้น
- Home Theater in a Box เป็นระบบเสียงเซอร์ราวนด์ที่มีอุปกรณ์ครบชุดอยู่ในกล่องเดียวกัน ประกอบด้วย ลำโพงบริวารจำานวน 5 ตัว สำาหรับการถ่ายทอดเสียงทั้ง 5 แชนเนล ได้แก่ ลำโพงคู่หน้าข้างซ้าย/ขวา,ลำโพงเซ็นเตอร์ และลำโพงเซอร์ราวนด์คู่หลังซ้าย/ขวา บวกกับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์อีกหนึ่งตัว แม้ว่าลำโพงบริวารแต่ละตัวจะมีตัวตู้ขนาดเล็ก แต่ก็สามารถให้ตำาแหน่งเสียงที่ชี้ชัดได้มากกว่าลำโพง Sound Bars รวมทั้งมีลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาช่วยเสริมความถี่ด้านต่ำด้วยทำให้ได้อรรถรสในการรับชมภาพยนตร์สูงกว่านอกจากนั้น ชุด Home Theater in a Box ยังได้แยกภาค amp + ภาค decoder ออกมาอยู่ในเอวี รีซีฟเวอร์เพื่อทำาหน้าที่ในการถอดรหัสของระบบเสียงเซอร์ราวนด์ และจ่ายกำาลังขับให้กับลำโพงแต่ละแชนเนล ด้วยเหตุนี้ Home Theater in a Box จึงให้คุณภาพเสียงสูงกว่าลำโพง Sound Bars ทุกประเภทขึ้นมาอีกขั้น แต่ก็ต้องแลกกับความยุ่งยากในการติดตั้งขึ้นมาอีกหน่อย

ระดับไฮเอ็นต์ : เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างหรือจำลองโรงภาพยนตร์มาไว้ในบ้าน ซึ่งห้องที่เซ็ตอัพโฮมเธียเตอร์ด้วยชุดเครื่องเสียงต่อไปนี้ ควรจะเป็นห้องที่มีผนังล้อมรอบ สามารถป้องกันเสียงเล็ดลอดได้ดีพอสมควรชุดเครื่องเสียงสำหรับโฮมเธียเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ยังแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

 

รูปแบบที่ 1 : ชุด AV Receiver + Speaker System + Subwooferเป็นชุดเครื่องเสียงสำหรับโฮมเธียเตอร์ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ 3 ส่วน ได้แก่ เอวีรีซีฟเวอร์ (AV Receiver), ชุดลำาโพงเซอร์ราวนด์ (Speaker System) + ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (Subwoofer) ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสามส่วนนี้จะครอบคลุมการทำงานของระบบเสียงทั้งหมดที่ใช้ในโฮมเธียเตอร์ชุดระบบเสียงรูปแบบนี้จะให้คุณภาพเสียงจากระบบเสียงเซอร์ราวนด์ออกมาสมบูรณ์แบบ ใกล้เคียงกับที่ได้ยินในโรงภาพยนตร์ มีให้เลือกใช้หลายขนาดเพื่อความเหมาะสมกับขนาดของห้อง ซึ่งความแตกต่างหลักๆ ของแต่ละชุดจะอยู่ที่ขนาดของชุดลำโพงเป็นสำคัญ

 

รูปแบบที่ 2 : ชุด AV Pre Processor + Multichannel Amplifer + Speaker System +Subwoofer เป็นชุดเครื่องเสียงสำหรับโฮมเธียเตอร์ที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ 4 ส่วน ได้แก่ เอวีปรีฯ โปรเซสเซอร์ (AV Pre Processor), เพาเวอร์แอมป์มัลติแชนเนล(Multichannel Power Amplifier), ชุดลำโพงเซอร์ราวนด์ (SpeakerSystem) + ลำโพงซับวูฟเฟอร์ (Subwoofer) ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสี่ส่วนนี้จะครอบคลุมการทำางานของระบบเสียงทั้งหมดที่ใช้ในโฮมเธียเตอร์ชุดระบบเสียงรูปแบบนี้จะให้คุณภาพเสียงจากระบบเสียงเซอร์ราวนด์ออกมาได้สมบูรณ์แบบมากที่สุด ใกล้เคียงกับที่ได้ยินในโรงภาพยนตร์มากที่สุด ความแตกต่างสำาคัญๆ เมื่อเทียบกับรูปแบบที่ 1 คือแยกการทำางานในส่วนของการถอดรหัส (decoder) ระบบเสียง กับภาคเพาเวอร์แอมป์ (amplifier) ที่ใช้ขับลำโพงออกจากกัน มีให้เลือกใช้หลายขนาดเพื่อความเหมาะสมกับขนาดของห้อง ซึ่งความแตกต่างหลักๆ ของแต่ละชุดจะอยู่ที่ขนาดของชุดลำโพงเป็นสำคัญ