สาขาเพาเวอร์บายกิจกรรม
เข้าสู่ Power Buy
จำรหัสผ่านไม่ได้?
หรือ
สมัครสมาชิก
EN|TH
Power Buy

6 วิธีเลือก Soundbar ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตรงใจผู้ใช้งาน

เลือก Soundbar (ซาวด์บาร์) อย่างไรให้ตรงตามความต้องการ ใช้งานได้คุ้มค่าคุ้มราคา ตอบโจทย์ทุกความบันเทิงทุกรูปแบบภายในบ้าน

หากพูดถึงเครื่องเสียงภายในบ้านที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้ หนึ่งในประเภทอุปกรณ์เครื่องเสียงที่หลายคนนึกถึงในปัจจุบันต้องยกให้ Soundbar ด้วยคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของลำโพงชนิดนี้นั่นเอง กับขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ไม่ใหญ่เทอะทะจนเกินไป ช่วยประหยัดพื้นที่ในการใช้งาน โดยเฉพาะกับคนที่มีพื้นที่ในบ้านไม่มาก ขณะที่คุณภาพเสียงก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้ลำโพงแบบอื่นๆ อีกทั้งยังมาพร้อมฟีเจอร์ที่ทันสมัยอีกมากมาย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Soundbar ได้รับความนิยมและเป็นอีกตัวเลือกที่ดีไม่แพ้ชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดเล็ก
และเมื่อเป็นเครื่องเสียงที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เราจึงเห็นได้ว่าผู้ผลิตเครื่องเสียงชื่อดังหลาย ๆ เจ้า ผลิต Soundbar ออกมาลุยตลาดเครื่องเสียงกันมากขึ้น ทว่าด้วยความที่มันออกมาแข่งกันเยอะมาก ปัญหาที่ตามมาคือผู้ซื้ออย่างเราท่าน ๆ นี่แหละครับ ไม่รู้ว่าจะซื้อแบบไหน รุ่นใดมาใช้งานดี ก็แหม ราคาแต่ละตัวก็ไม่ใช่น้อย ๆ จะเสียเงินซื้อทั้งทีเราย่อมอยากได้ของที่ถูกใจ คุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุดใช่ไหมล่ะ ว่าแล้ววันนี้เราเลยคัดเอาวิธีเลือกซื้อ Soundbar แบบง่าย ๆ มาแนะนำให้ทราบกันแล้วครับ

1. เช็กขนาดของ Soundbar ให้เหมาะกับพื้นที่การติดตั้ง
ก่อนอื่นเลยเราแนะนำให้วัดพื้นที่ในการติดตั้งก่อน ไม่ว่าจะติดตั้งแบบแขวนหรือตั้งโต๊ะ เพื่อที่จะได้เลือกSoundbar ให้มีขนาดความยาวที่เหมาะสม ดูลงตัวกับห้อง และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม นั่นคือการวัดระยะความสูงของโต๊ะทีวีกับขอบล่างของทีวีด้วย เพราะ Soundbar บางรุ่นมีขนาดเล็กบางก็จริง แต่เมื่อติดตั้งแล้ว พบว่าซาวด์บาร์มีขนาดสูงจนบดบังเซ็นเซอร์สำหรับรับสัญญาณรีโมททีวี ทำให้เกิดความลำบากในการใช้รีโมททีวีนั่นเอง ดังนั้น ควรวัดขนาดและถ่ายรูปพื้นที่ที่จะติดตั้งไว้พิจารณาตอนเลือกซื้อด้วย

2 หน้าจอแสดงผล
เป็นธรรมดาที่เวลาเราจะเลือกซื้อเครื่องเสียงทั้งที ก็จะต้องเลือก Soundbar ที่ให้เสียงเพราะ คมชัด ดังกระหึ่มและตอบสนองต่อหลาย ๆ ย่านเสียง แต่ ! เรื่องการตรวจสอบสถานะของ Soundbar ถึงไม่สำคัญเท่าคุณภาพเสียงแต่ก็อยากแนะนำให้เพื่อน ๆ รู้ไว้ เพราะในบางรุ่นไม่มีหน้าจอหรือไฟ LED สำหรับแสดงผลสถานะการใช้งาน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานอยู่บ้าง เช่น ไม่ทราบระดับเสียง, การสลับอินพุต หรือการปรับโหมดเสียงต่าง ๆ เป็นต้น

3. การเชื่อมต่อไร้สาย
การเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Soundbar เป็นของคู่กันเสมอ โดยอุปกรณ์รุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่นั้นจะรองรับสัญญาณ Bluetooth ซึ่งความสามารถของการรับส่งสัญญาณแตกต่างกันไปตามสเปคของ Sounbar แต่ละรุ่น นอกจากนี้ยังควรตรวจสอบพื้นที่สำหรับติดตั้งซับวูฟเฟอร์ รวมถึงลำโพงเซอร์ราวด์ไร้สาย หากต้องการให้เต็มระบบมากขึ้น ว่าตัวอุปกรณ์อยู่ในระยะของสัญญาณหรือไม่มีอะไรบดบังสัญญาณ และหากSoundbar มี NFC ก็จะยิ่งช่วยให้เชื่อมต่อสะดวกมากขึ้น เพียงแค่นำอุปกรณ์เครื่องเล่นที่มี NFC มาแตะใกล้ ๆ ก็เชื่อมต่อได้ทันที
แล้วด้วยเทรนด์การฟังเพลงของคนในยุคนี้ก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยสามารถฟังเพลงผ่านการสตรีมมิ่งของผู้ให้บริการต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เช่น Spotify, Google Play Music, Deezer หรือ TuneIn รวมถึงการใช้งานแบบ Multi-room ซึ่งการที่จะสตรีมมิ่งได้ Soundbar จะต้องรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ Wi-Fi ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยประกอบการพิจารณาที่ดี

4. ช่องเชื่อมต่อ
เชื่อว่าหลายทคนคงให้ความใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ต่อให้การเชื่อมต่อไร้สายจะดีแค่ไหน การเชื่อมต่อด้วยสายต่าง ๆ ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอยู่ โดยช่องต่อที่ให้มาใน Soundbar ส่วนใหญ่มักจะมี USB, HDMI, AUX, Optical และ USB ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของการใช้งาน ดังนั้นเราเลยอยากแนะนำลองคาดคะเนสักนิดว่า หากเชื่อมต่อสายแล้ว จะเกิดอาการ "ดัน" ตัว Soundbar ขณะที่ติดตั้งอยู่หรือไม่

นอกจากนี้ ใครที่ต้องการเชื่อมต่อ Soundbar ระหว่างเครื่องเล่นที่สามารถส่งสัญญาณภาพ 4K HDR กับทีวี ก็ควรเลือก Soundbar ที่มีช่องต่อ HDMI เป็นเวอร์ชั่น 2.0 และรองรับ HDCP 2.2 เพื่อเป็น 4K Pass-trough ส่งผ่านสัญญาณ 4K HDR สู่ทีวีได้ และขอแนะนำเพิ่มเติมอีกนิดว่า การเชื่อมต่อผ่านสายนั้น ให้ความสเถียรในการส่งสัญญาณมากกว่าแบบไร้สาย โดยเฉพาะ Optical ที่ให้เสียงดีกว่าการเชื่อมต่อด้วย Bluetooth

5. ระบบเสียง
ต้องบอกเลยว่าเทคโนโลยีด้านระบบเสียงของ Soundbar นั้น ก้าวล้ำทันสมัยกว่าเมื่อก่อนมาก จากเดิมที่ ให้เสียงแค่สเตอริโอ ได้แค่เสียงที่ดีขึ้นกว่ารับฟังจากทีวี แต่ไม่ได้เสียงรอบด้าน เพื่อสร้างความเต็มอิ่มสมจริงขณะรับชม ซึ่งตอนนี้ซาวด์บาร์สามารถให้เสียงรอบทิศทางได้ดีไม่แพ้ชุดลำโพงแล้ว ล้ำไปจนถึงระบบเสียงคุณภาพสูงอย่าง Dolby Atmos เลยทีเดียว

ไม่เพียงแค่นั้น หากมีโอกาสทดลองฟังเสียงสด ๆ ควรทดลองระบบเสียงเซอร์ราวด์ของตัวอุปกรณ์ก่อน เพราะบางรุ่นมีฟีเจอร์ Virtual Surround หรือระบบจำลองเสียงเซอร์ราวด์ แต่เสียงที่ได้จริงๆ แล้ว ยังคงเป็นสเตอริโอ เพียงแค่ถูกขยายให้มีเวทีเสียงกว้างขึ้น ไม่ใช่เซอร์ราวด์แท้ ๆ เฉกเช่น Soundbar บางรุ่นที่ใช้หลักการสะท้อนของเสียงในการสร้างความเซอร์ราวด์
ซึ่งในบางรุ่นอีกเช่นกัน ก็จะมีลำโพงเซอร์ราวด์แยกมาให้ในชุดด้วย สำหรับติดตั้งเพิ่มความเซอร์ราวด์แบบเดียวกับระบบ 5.1-Channel ซึ่งใน Soundbar บางรุ่นกำกับสเปคเอาไว้เป็น 8.1-Channel บ้าง 4.1-Channel บ้าง ดังนั้นควรทำความเข้าใจไว้สักนิดว่า จำนวนของ Channel ที่กำกับไว้ ไม่ได้หมายถึงระบบเสียง แต่เป็นจำนวนลำโพงของชุด Soundbar นั้น ๆ เช่น 4.1-Channel ส่วนของเลข "4" หมายถึง Soundbar ที่มีดอกลำโพงอยู่จำนวน 4 ดอก และ ".1" หมายถึงซับวูฟเฟอร์ที่มาพร้อมกันในชุด  
ไม่ใช่แค่เสียงดีอย่างเดียวแล้วจบไป แต่คุณควรให้ความสนใจกับฟีเจอร์อื่น ๆ ด้วย เช่น การอัพสเกลเสียง ซึ่งพบเห็นได้ในบางรุ่น โดยสามารถอัพสเกลเสียงจากไฟล์ความละเอียดต่ำ แล้วเติมเต็มเสียงบางย่านให้สมบูรณ์มากขึ้น หรือจะฟีเจอร์ที่รองรับการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน สำหรับปรับแต่งการตั้งค่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและความหลากหลายต่อการใช้งานในอนาคต
เป็นยังไงบ้างสำหรับ วิธีเลือกซื้อ Soundbar ที่เราหยิบมาแนะนำกันในวันนี้ เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือก Soundbar รุ่นที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น จะเสียเงินถอยเครื่องเสียงดี ๆ มาใช้งานทั้งที มันก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนอะเนอะ แต่หากเพื่อน ๆ ยังคิดไม่ออกว่าควรเลือกซาวด์บาร์รุ่นไหนมาใช้งานแล้วละก็ เอาเป็นว่าลองคลิกเข้ามาดูที่นี่ กันก่อนได้เลย รับรองว่ามีของดีสมราคาให้คุณเลือกเพียบ !! 

ขอบคุณบทความจาก : www.hometheaterthailand.com
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่  www.facebook.com/Powerbuythailand